อาคม ส่งต่อ 3 นโยบายถึงรัฐบาลหน้า มอง 5 เรื่องเดินหน้าอนาคตเศรษฐกิจ
อาคม เผย 3 นโยบายยังมีผลครอบคลุมถึงรัฐบาลหน้า พร้อมมอง 5 เรื่องต้องเกิดขึ้นเพื่อเดินหน้าอนาคตเศรษฐกิจไทย
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวภายหลังขึ้นปาฐกถาภายในงานสัมมนาเศรษฐกิจประจำปี 2566 ของสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ (22 มี.ค.66) ถึง 3 นโยบายในระหว่างรอรัฐบาลใหม่นั้น ยังคงมีมาตรการ เราเที่ยวด้วยกัน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และมาตรการลดภาษีดีเซล ที่จะมีจนถึงเดือน ส.ค.66 จึงคาดว่า ระยะเวลาน่าจะครอบคุมเพียงพอไปจนถึงรัฐบาลหน้าส่วนในช่วงเลือกตั้ง กระทรวงการคลังจะไม่มีมาตรการใหม่ออกมา แต่ถ้ามีความจำเป็นต้องใช้งบก็เสนอได้ ซึ่งต้องไม่มีภาระผูกพันธ์ไปถึงรัฐบาลหน้า
และขอได้ให้อยู่ในกรอบงบประมาณ จากนั้นเสนอ ครม. และส่งต่อไปที่ กกต. เพื่อให้ความเห็นชอบอีกครั้ง
นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงกรณีธนาคารเครดิตสวิส ซึ่งทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แจ้งว่า ไทยไม่มีธุรกรรมใดกับธนาคารเครดิตสวิส และการลงทุนของกองทุนมีสัดส่วนน้อย ยืนยันไม่มีปัญหา เพราะไทยมีการกำกับดูแลสถาบันการเงินอย่างเข้มแข็ง
ส่วนความกังวลเศรษฐกิจโลกชะลอตัวนั้น เห็นได้จากภาคส่งออกไทยตั้งแต่ไตรมาส 4/65 มีการหดตัวลง ต้องคอยติดตามต่อไป และต้องพยายามเข้าไปหาตลาดใหม่ๆ โดยเฉพาะเพื่อนบ้านอย่างในอาเซียน ในช่วงนี้เงินบาทแข็งค่า มีปัจจัยหลักมาจากเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนตัว โดยต้องดูท่าทีของ เฟด ว่าจะดำเนินนโยบายอย่างไรต่อไป รวมถึงปัจจัยภายนอกต่างๆ
ขณะที่ เรื่องงบประมาณปี 67 ที่จะล้าช้าออกไปนั้น ยังสามารถใช้งบประมาณต่างๆ ก่อนได้ ทั้งรายจ่ายประจำ หรือรายจ่ายผูกพันธ์ยังใช้ได้อยู่ เช่น งบเงินเดือน ค่าน้ำ ค่าไฟ แต่จะยกเว้นงบโครงการใหม่จะใช้ไม่ได้
แต่จะกระทบการเติบโตเศรษฐกิจหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลใหม่จะเข้ามาเร็วได้มากแค่ไหน แต่เชื่อว่ารัฐบาลชุดใหม่ที่มา ก็จะเดินหน้าเร่งทบทวนนโยบายงบประมาณ 67 ให้เร็วขึ้น
อย่างไรก็ตาม บนเวทีปาฐกถา นายอาคม กล่าวถึงอนาคตเศรษฐกิจไทยจะเดินหน้าอย่างไร มองว่ามี 5 เรื่อง
1.ทำนโยบายการเงินการคลังมหาภาคให้ไปด้วยกัน คือ ความยั่งยืน ปัจจุบันรายได้ต่อจีดีพีอยู่ที่ 13% ต่ำกว่ามาตรฐานของประเทศ อื่นๆ ทั้งที่ในอดีตไทยอยู่ที่ 17-18% ทำให้ไทยขาดดุลต่อเนื่อง ซึ่งต้องปรับตัวกันต่อไป เพื่อให้รายจ่ายประเทศเพียงพอ ความมั่นคง คือการดูแลอัตราเิงนเฟ้อและการว่างงาน
2.เศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ต้องสร้างการเติบโตในอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะการลงทุนในอีอีซี ที่เป็นธงนำของรัฐบาลต้องทำให้ประสบความสำเร็จ ทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นที่ และอุตสาหรรมใหม่ โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์ เป็นหนึ่งในเป้าหมายอุตสาหกรรมของรัฐบาล
3.เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) โดยดึงการลงทุนด้านดิจิทัลเข้าประเทศมากขึ้น ปัจจุบันดาต้าเซ็นเตอร์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมด้านดิจิทัล โดยขณะนี้ในไทยมีดาต้าเซ็นเตอร์ของต่างชาติ 11 บริษัท และสหรัฐฯ เป็นรายล่าสุด แต่ยังมีน้อยเมื่อเทียบกับอาเซียน
ดังนั้น การลงทุนใหม่ๆเข้าประเทศเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องช่วยกัน โดยสิ่งที่ต่างชาติให้ความสำคัญ คือ เรื่องมาตรการทางภาษี และความมีเสถียรภาพในด้านไฟฟ้า
4.อุตสาหรรมลดการปล่อยคาร์บอนด์ หลายประเทศเน้นใช้รถอีวีมากขึ้น ดังนั้น กระทรวงการคลังต้องมีมาตรการที่จะช่วยให้รถอีวีมีราคาใกล้เคียงรถในปัจจุบัน ด้วยการลดภาษีทั้งอุตสาหกรรมอีวี และอุดหนุนผู้ซื้อผ่านโรงประกอบรถอีวี ในเงื่อนไข คือ ต้องตั้งโรงงานประกอบรถอีวีในไทย และทดแทนรถในปัจจุบันให้ได้ถึง 30% ภายในปี 2030 นอกจากนี้ ยังมีมาตรการลดภาษีให้กับอุตสากรรมอื่นๆ ที่ดำเนินโครงการลดปริมาณคาร์บอนด้วย
ขณะที่ในด้านพลังงานเอง ต้องเปลี่ยนจากใช้ฟอสซิล ไปใช้พลังงานสะอาด โดยแนวทางของธนาคารระหว่างประเทศ จะเริ่มไม่ให้เงินกู้โรงไฟฟ้าถ่านหิน และจะปล่อยกู้โรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด ขณะที่ Financing คือ โครงการให้สินเชื่อ เชื่อว่า ทุกสถาบันการเงินจะร่วมมือสนับสนุนทางการเงินในแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
5.การปรับโครงสร้างรายได้ของไทย สิ่งสำคัญคือ งบประมาณแผ่นดิน ต้องเน้นด้าน Human capital มากขึ้น โดยคนที่ออกจากงานเดิมไปเริ่มงานใหม่ ก็ต้องเรียนทักษะใหม่
คนรุ่นใหม่ที่เข้าสู่อุตสาหกรรมก็ต้องมีทักษะใหม่เช่นกัน ดังนั้นการลงทุนการศึกษา หรือทรัพยากรมนุษย์ ต้องมุ่งเน้นให้ตรงตามเป้าหมายที่จะผลิตคนเพื่อป้อนอุตสาหกรรมในปัจจุบัน
นอกจากนั้น นายอาคม ยังบอกด้วยว่า เศรษฐกิจไทยที่ประมาณการกันไว้ที่ 3-4% สิ่งที่สามารถจะกระตุ้นเพิ่มได้คือ การลงทุนภาครัฐต้องทำอย่างต่อเนื่อง การท่องเที่ยวส่วนหนึ่ง และ Soft Power ส่วนภาคส่งออกยังคงติดลบ เพราะได้รับผลกระทบจากเศรษฐิกิจโลกชะลอตัว
สำหรับปัจจัยที่มีกระทบต่อเศรษฐกิจไทย มีทั้ง สงครามที่ทำให้ราคาอาหารและพลังงานเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจโลกชะลอตัวที่กระทบส่งออก และปัญหาล่าสุดธนาคารในสหรัฐฯ และยุโรป
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB